แนะนำหนังสือ
Visitors
5
Articles
430
Web Links
7
Articles View Hits
3082263
จำนวนผู้ใช้งาน ที่กำลังเข้าถึงเว็บไซต์

We have 22 guests and no members online

สถิติจำนวนผู้เข้าชม
1132669
วันนี้่วันนี้่73
เมื่อวานเมื่อวาน680
สัปดาห์นี้สัปดาห์นี้157
เดือนนี้เดือนนี้20352
รวมทั้งหมดรวมทั้งหมด1132669
วันที่เข้าชมมากที่สุด 09-19-2012 : 2186
Statistik created: 2014-12-18T03:13:47+00:00
54.144.81.235
Guests 6
Now Online
-

นานาสาระ


alt Knowledge



แนะวิธีเข้าห้องน้ำสาธารณะให้ปลอดภัยห่างไกลเชื้อโรคร้าย 


alt


เมื่อจะเข้าห้องน้ำสาธารณะต้องนึกถึงเรื่องความสะอาดเป็นอันดับแรก แต่เราจะใช้ห้องน้ำสาธารณะอย่างไรให้ห่างไกลเชื้อโรคร้าย เรามีวิธีปฏิบัติง่าย ๆ มาฝากกัน


1. อย่าสัมผัสโดยตรง ทุกครั้งที่เข้าห้องน้ำสาธารณะ ถ้าเป็นไปได้ควรให้ร่างกายสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ในห้องน้ำน้อยที่สุด


2. ทำความสะอาดก่อนนั่ง ก่อนนั่งก็ควรทำความสะอาดที่นั่ง ด้วยกระดาษทิชชูแบบเปียกชนิดฆ่าเชื้อ หรือพกกระดาษรองนั่งไปปูบนฝาชักโครกก่อนทำธุระ และระวังอย่าให้แผ่นรองเปียกน้ำเด็ดขาด เพราะเชื้อโรคอาจจะแทรกซึมมากับน้ำได้


3. ใช้เวลาน้อยที่สุด ไม่ต้องถึงขั้นจับเวลา แต่ควรใช้เวลาในการทำกิจธุระในห้องน้ำให้สั้นที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ชักโครก ควรเลือกดูห้องที่สะอาดที่สุด และหลังทำธุระเสร็จ ควรปิดฝาชักโครกก่อนกด เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายในอากาศ


4. ไม่เหยียบโถส้วม หลายคนใช้บริการห้องน้ำสาธารณะผิดวิธี โดยใส่รองเท้าขึ้นไปนั่งบนฝารองนั่ง เพราะคิดว่าจะทำให้ไม่สัมผัสกับเชื้อโรค แต่จริง ๆ แล้ว ระหว่างที่ทำธุระอาจจะมีการกระเด็นของน้ำในโถ ซึ่งเป็นที่รวมเชื้อโรคมาเปื้อนได้มากกว่าการนั่งธรรมดา


5. ไม่ตักน้ำที่เปิดไว้ การใช้น้ำล้างทำความสะอาด ไม่แนะนำให้ตักในส่วนที่มีอยู่ในถังเดิมใช้ แต่ควรรองจากก๊อกโดยตรง เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่สะสมอยู่ในถังน้ำ เพราะบางคนเอามือจุ่มล้างในถัง หากเป็นสายฉีดก็ควรฉีดน้ำให้ไหลทิ้งประมาณ 1 นาที เพื่อป้องกันเชื้อโรคที่ปะปนบริเวณรอบ ๆ สายฉีดได้


6. ล้างมือทุกครั้งหลังเสร็จธุระ เมื่อเข้าห้องน้ำสาธารณะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้เชื้อโรคติดมากับมือของเรา ควรล้างมือให้สะอาดการใช้ห้องน้ำสาธารณะ นอกจากจะต้องคำนึงถึงสุขอนามัยของตัวเองแล้ว เราควรคำนึงถึงความสะอาดสำหรับผู้ที่จะมาใช้ต่อด้วยเช่นกัน


ข้อมูลจากเว็บไซต์ http://ch3.sanook.com/55919/เข้าห้องน้ำสาธารณะอย่า

Hits: 231

Social : หมดเวลาสนุกแล้วสิ...เมื่อผู้ผลิต Bubble Wrap ประกาศจะผลิตรุ่นใหม่ แบบไม่สามารถบีบเล่นได้แล้ว !!


เรียกว่าเป็นอุปกรณ์สุดจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องส่งของผ่านทางไปรษณีย์ หรือเอาไว้กันกระแทกจากสิ่งของต่างๆ กับBubble Wrap และก็มักจะเป็นของเล่นไว้คลายเหงาสำหรับใครหลายๆคนด้วย เอามาบีบเป๊าะเป๊ะๆ 555 แต่ล่าสุดทาง The Wall Street Journal รายงานว่าบริษัท Sealed Air ผู้ผลิต Bubble Wrap รายแรก (ตั้งแต่สมัย 1960) นั้นเตรียมจะผลิต Bubble Wrap รุ่นใหม่ที่ไม่สามารถบีบเล่นได้แล้ว ม่ายยยยยยยย !

โดยในรุ่นใหม่นี้จะมีชื่อว่า iBubble Wrap ซึ่งเหตุผลที่ต้องออกมาปรับเปลี่ยนรูปแบบ ก็เพราะว่าถ้ายังสามารถบีบเล่นได้อยู่ก็อาจจะทำให้ตัว Bubble Wrap นั้นเสียหาย ไม่สามารถกันกระแทกได้อย่างเดิม ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

แน่นอนว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่นี้ อาจทำให้ผู้ใช้งานหลายคนต้องอารมณ์เสียกันบ้างน่ะนะ (ก็บีบเล่นไม่ได้แล้วอะ ><) แต่เพื่อการใช้งานที่ดีขึ้นก็คงต้องยอมล่ะนะ ซึ่ง iBubble Wrap จะเริ่มขนส่งกันในช่วงปี 2017 ครับผม :D

 

ที่มา : BGR


Hits: 327




กระทรวงสาธารณสุข ย้ำผู้ปกครองใส่ใจมื้อเช้าของลูก พร้อมเพิ่มนม 1 แก้วหลังอาหาร ช่วยเสริมสร้างสติปัญญาเด็กวัยเรียน เพิ่มหุ่นสูง ร่างกายเติบโต สมวัย


ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า อาหารมื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญมาก เพราะช่วงระยะเวลาระหว่างอาหารเย็นถึงเช้า แม้จะเป็นช่วงที่นอนหลับแต่ร่างกายก็ยังเผาผลาญสารอาหารตามปกติ หากไม่กินอาหารเช้าจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง อ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนเป็นวัยมีความต้องการพลังงานและสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโต หากไม่กินอาหารเช้าจะส่งผลทำให้ร่างกายแคระแกรน สติปัญญาทึบ ง่วงซึม ไม่มีสมาธิ ไม่มีความพร้อมในการเรียน ประสิทธิภาพการเรียนรู้และการทำงานต่ำ ร่างกายอ่อนแรงอาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลม และเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะจนต้องพักการเรียนได้ จากผลการสำรวจพฤติกรรมไม่กินอาหารเช้าของเด็กวัยเรียนอายุ 6-11 ปี พบว่า ไม่กินอาหารเช้า ร้อยละ 30 และเด็กนักเรียนหญิงอายุ 12-14 ปี ไม่กินอาหารเช้า ถึงร้อยละ 52 ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรเอาใจใส่จัดเตรียมอาหารเช้าสำหรับเด็ก หากไม่มีเวลาเตรียมอาหารเช้าเองก็ควรจะเพิ่มเวลาซัก 10 - 20 นาที เพื่อออกไปเลือกเมนูอาหารเช้าที่มีคุณค่าโภชนาการ หาซื้อง่าย สะดวกในการรับประทานนอกบ้าน และควรเสริมด้วยการดื่มนม 1 แก้วหลังมื้อเช้าด้วย


ทางด้าน ดร.นพ.พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ผลสำรวจล่าสุดพบคนไทยดื่มนมน้อยมาก เฉลี่ยคนละประมาณ 14 ลิตรต่อปี ในขณะที่อัตราการดื่มนมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉลี่ยคนละ 60 ลิตรต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ย คนละ 103.9 ลิตรต่อปี หรือกล่าวได้ว่าอัตราดื่มนมคนไทยยังต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลก 4 - 7 เท่า ส่งผลให้เด็กไทยเมื่อมีอายุ 18 ปี มีความสูงเฉลี่ยค่อนข้างเตี้ย โดยผู้ชายสูงเฉลี่ย 167.1 เซนติเมตร ผู้หญิงสูงเฉลี่ย 157.4 เซนติเมตร ทั้งๆ ที่นมเป็นเครื่องดื่มที่มีโปรตีนที่มีคุณภาพและแคลเซียมที่ดี ทำหน้าที่สร้างการเจริญเติบโตของร่างกายในเด็ก ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เป็นแหล่งของสารอาหารประเภทวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอ ดี บี 1 บี 2 บี 6 บี 12 ฟอสฟอรัส มีแคลเซียมในปริมาณสูงเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน โดยเฉพาะนมโคสด 100 เปอร์เซ็นต์ ไขมันต่ำ รสจืด ซึ่งจากข้อมูลการศึกษาของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย พบว่า นมโคสดแท้ ปริมาณ 100 มิลลิลิตร ให้สารอาหารที่จำเป็น ได้แก่ แคลเซียม 135 มิลลิกรัม โปรตีน 3.3 กรัม วิตามินเอ 71 มิลลิกรัม และวิตามินอี 0.22 มิลลิกรัม


“ทั้งนี้ มีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการดื่มนม วันละประมาณ 2 แก้ว ร่วมกับการออกกำลังกายประเภทที่มีการยืดตัว เช่น ว่ายน้ำ บาสเก็ตบอล และโหนบาร์ จะช่วยเพิ่มความสูงได้ โดยเด็กก่อนวัยเรียนควรดื่มนมชนิดธรรมดาวันละ 2-3 แก้ว เด็กวัยเรียนดื่มวันละ 2 แก้ว ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดคือแนะนำให้ดื่มนมหลังมื้ออาหารอย่างน้อย 1 แก้ว” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด


Hits: 209
Published on 2015-06-26
Parent Category: ROOT
Print Email

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2558 สมาคมหมออนามัย ร่วมกับสมาคมหมออนามัยเขต 2 และ สปสช. เขต2 ประกอบด้วย จังหวัดพิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร ได้จัดประชุม ณ โรงแรมท็อปแลนด์อาเขต จ.พิษณุโลก เพื่อประชุมสรุปผลการออกติดตามประเมินผลงานจัดระบบบริการหน่วยปฐมภูมิ (ORF.) ซึ่งทางสมาคมหมออนามัยเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการได้รับความร่วมมือจากคณะทำงานและพื้นที่ ที่ดำเนินการอย่างดียิ่ง และจะสรุปผลเพื่อรายงานความก้าวหน้า / กลไกการพัฒนาตลอดจนถึงปัญหาอุปสรรคต่อการแก้ไขและพัฒนาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป


Hits: 330

mafung


แพทย์รามาฯ ชี้ “มะเฟือง” มีกรดออกซาลิค ห้ามผู้ป่วยไตกินเด็ดขาด ระบุร่างกายขับสารนี้ไม่ได้ เสี่ยงไตวายเฉียบพลัน สะอึก ซึม ชัก เผยคนทั่วไปกินได้แต่ไม่ควรกินมากเกินไป พบงานวิจัยไต้หวันทำให้เกิดนิ่วในหนู

รศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร อายุรแพทย์ หน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา “มะเฟือง” เป็นผลไม้ที่มีความนิยมและมีโฆษณาสรรพคุณว่า สามารถลดน้ำตาลได้ และดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน แต่จากการทบทวนงานวิจัยยังไม่พบงานวิจัยที่สนับสนุนเรื่องดังกล่าวมากนัก และพบว่ามีข้อควรระวังในการกินมะเฟืองด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไต เพราะการกินมะเฟืองสามารถทำให้เกิดอาการไตวาย และส่งผลกระทบต่อสมองทำให้เกิดภาวะชักได้ เนื่องจากมะเฟือง โดยเฉพาะมะเฟืองชนิดเปรี้ยว จะมีสารบางชนิดที่ผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้

“ผลการศึกษาพบว่า ในมะเฟืองเปรี้ยวจะมีปริมาณกรดออกซาลิคมากกว่ามะเฟืองชนิดหวาน ซึ่งในผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะระยะ 4-5 ที่ต้องฟอกไตแล้ว จะไม่สามารถขับสารชนิดนี้ได้ ทำให้แม้แต่การกินเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อสมองได้ ทำให้สะอึก ซึม และชัก ส่วนผู้ป่วยไตระยะปานกลาง หากกินมากเกินไปก็ทำให้เกิดอาการได้เช่นกัน และจะทำให้ไตเสื่อมลง จึงเป็นกลุ่มที่ต้องระวัง ส่วนคนทั่วไปสามารถรับประทานได้ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป” รศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าว

รศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าวอีกว่า รพ.รามาธิบดี เคยพบผู้ป่วยที่มีอาการไตวายเฉียบพลันจากมะเฟือง 2-3 ราย โดยพบว่ารายหนึ่งมีอาการไตอยู่ก่อน ส่วนอีกรายอายุประมาณ 20 ปี ได้ดื่มน้ำคั้นสดของมะเฟืองประมาณ 1 ลิตร ทำให้ปัสสาวะไม่ออก เมื่อตรวจได้พบตะกอนออกซาลิคในไต โดยในประเทศแถบเอเซียก็พบเคสลักษณะดังกล่าวเช่นกัน และมีงานวิจัยจากไต้หวัน ที่ทำในหนูทดลองก็พบว่า ทำให้เกิดนิ่วในไต อย่างไรก็ตาม การรับประทานมะเฟืองในคนทั่วไปสามารถทำได้ แต่ควรระวังในผู้ป่วยไต และผู้สูงอายุ เพราะอาจมีโรคไต หรือความเสื่อมของไตมากกว่าคนปกติ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามความรู้เกี่ยวกับสุขภาพในรามาชาแนล www.ramachannel.tv

แหล่งที่มา :ผู้จัดการออนไลน์


Hits: 795
แชร์ผ่านช่องทาง...
Delicious
10 ลำดับเนื้อหาล่าสุด
Comments...