แนะนำหนังสือ
Visitors
5
Articles
418
Web Links
7
Articles View Hits
2991458
จำนวนผู้ใช้งาน ที่กำลังเข้าถึงเว็บไซต์

We have 26 guests and no members online

สถิติจำนวนผู้เข้าชม
1092675
วันนี้่วันนี้่544
เมื่อวานเมื่อวาน637
สัปดาห์นี้สัปดาห์นี้3438
เดือนนี้เดือนนี้1795
รวมทั้งหมดรวมทั้งหมด1092675
วันที่เข้าชมมากที่สุด 09-19-2012 : 2186
Statistik created: 2014-12-18T03:13:47+00:00
54.224.128.134
Guests 8
Now Online
-

นานาสาระ


alt Knowledge



Social : หมดเวลาสนุกแล้วสิ...เมื่อผู้ผลิต Bubble Wrap ประกาศจะผลิตรุ่นใหม่ แบบไม่สามารถบีบเล่นได้แล้ว !!


เรียกว่าเป็นอุปกรณ์สุดจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องส่งของผ่านทางไปรษณีย์ หรือเอาไว้กันกระแทกจากสิ่งของต่างๆ กับBubble Wrap และก็มักจะเป็นของเล่นไว้คลายเหงาสำหรับใครหลายๆคนด้วย เอามาบีบเป๊าะเป๊ะๆ 555 แต่ล่าสุดทาง The Wall Street Journal รายงานว่าบริษัท Sealed Air ผู้ผลิต Bubble Wrap รายแรก (ตั้งแต่สมัย 1960) นั้นเตรียมจะผลิต Bubble Wrap รุ่นใหม่ที่ไม่สามารถบีบเล่นได้แล้ว ม่ายยยยยยยย !

โดยในรุ่นใหม่นี้จะมีชื่อว่า iBubble Wrap ซึ่งเหตุผลที่ต้องออกมาปรับเปลี่ยนรูปแบบ ก็เพราะว่าถ้ายังสามารถบีบเล่นได้อยู่ก็อาจจะทำให้ตัว Bubble Wrap นั้นเสียหาย ไม่สามารถกันกระแทกได้อย่างเดิม ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

แน่นอนว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่นี้ อาจทำให้ผู้ใช้งานหลายคนต้องอารมณ์เสียกันบ้างน่ะนะ (ก็บีบเล่นไม่ได้แล้วอะ ><) แต่เพื่อการใช้งานที่ดีขึ้นก็คงต้องยอมล่ะนะ ซึ่ง iBubble Wrap จะเริ่มขนส่งกันในช่วงปี 2017 ครับผม :D

 

ที่มา : BGR


Hits: 28
Published on 2015-06-26
Parent Category: ROOT
Print Email

เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2558 สมาคมหมออนามัย ร่วมกับสมาคมหมออนามัยเขต 2 และ สปสช. เขต2 ประกอบด้วย จังหวัดพิษณุโลก อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์ สุโขทัย กำแพงเพชร ได้จัดประชุม ณ โรงแรมท็อปแลนด์อาเขต จ.พิษณุโลก เพื่อประชุมสรุปผลการออกติดตามประเมินผลงานจัดระบบบริการหน่วยปฐมภูมิ (ORF.) ซึ่งทางสมาคมหมออนามัยเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการได้รับความร่วมมือจากคณะทำงานและพื้นที่ ที่ดำเนินการอย่างดียิ่ง และจะสรุปผลเพื่อรายงานความก้าวหน้า / กลไกการพัฒนาตลอดจนถึงปัญหาอุปสรรคต่อการแก้ไขและพัฒนาให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป


Hits: 33

mafung


แพทย์รามาฯ ชี้ “มะเฟือง” มีกรดออกซาลิค ห้ามผู้ป่วยไตกินเด็ดขาด ระบุร่างกายขับสารนี้ไม่ได้ เสี่ยงไตวายเฉียบพลัน สะอึก ซึม ชัก เผยคนทั่วไปกินได้แต่ไม่ควรกินมากเกินไป พบงานวิจัยไต้หวันทำให้เกิดนิ่วในหนู

รศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กิติยากร อายุรแพทย์ หน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ช่วงที่ผ่านมา “มะเฟือง” เป็นผลไม้ที่มีความนิยมและมีโฆษณาสรรพคุณว่า สามารถลดน้ำตาลได้ และดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน แต่จากการทบทวนงานวิจัยยังไม่พบงานวิจัยที่สนับสนุนเรื่องดังกล่าวมากนัก และพบว่ามีข้อควรระวังในการกินมะเฟืองด้วย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคไต เพราะการกินมะเฟืองสามารถทำให้เกิดอาการไตวาย และส่งผลกระทบต่อสมองทำให้เกิดภาวะชักได้ เนื่องจากมะเฟือง โดยเฉพาะมะเฟืองชนิดเปรี้ยว จะมีสารบางชนิดที่ผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้

“ผลการศึกษาพบว่า ในมะเฟืองเปรี้ยวจะมีปริมาณกรดออกซาลิคมากกว่ามะเฟืองชนิดหวาน ซึ่งในผู้ป่วยโรคไต โดยเฉพาะระยะ 4-5 ที่ต้องฟอกไตแล้ว จะไม่สามารถขับสารชนิดนี้ได้ ทำให้แม้แต่การกินเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลต่อสมองได้ ทำให้สะอึก ซึม และชัก ส่วนผู้ป่วยไตระยะปานกลาง หากกินมากเกินไปก็ทำให้เกิดอาการได้เช่นกัน และจะทำให้ไตเสื่อมลง จึงเป็นกลุ่มที่ต้องระวัง ส่วนคนทั่วไปสามารถรับประทานได้ แต่ต้องไม่มากจนเกินไป” รศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าว

รศ.นพ.ม.ล.ชาครีย์ กล่าวอีกว่า รพ.รามาธิบดี เคยพบผู้ป่วยที่มีอาการไตวายเฉียบพลันจากมะเฟือง 2-3 ราย โดยพบว่ารายหนึ่งมีอาการไตอยู่ก่อน ส่วนอีกรายอายุประมาณ 20 ปี ได้ดื่มน้ำคั้นสดของมะเฟืองประมาณ 1 ลิตร ทำให้ปัสสาวะไม่ออก เมื่อตรวจได้พบตะกอนออกซาลิคในไต โดยในประเทศแถบเอเซียก็พบเคสลักษณะดังกล่าวเช่นกัน และมีงานวิจัยจากไต้หวัน ที่ทำในหนูทดลองก็พบว่า ทำให้เกิดนิ่วในไต อย่างไรก็ตาม การรับประทานมะเฟืองในคนทั่วไปสามารถทำได้ แต่ควรระวังในผู้ป่วยไต และผู้สูงอายุ เพราะอาจมีโรคไต หรือความเสื่อมของไตมากกว่าคนปกติ ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามความรู้เกี่ยวกับสุขภาพในรามาชาแนล www.ramachannel.tv

แหล่งที่มา :ผู้จัดการออนไลน์


Hits: 574




กระทรวงสาธารณสุข ย้ำผู้ปกครองใส่ใจมื้อเช้าของลูก พร้อมเพิ่มนม 1 แก้วหลังอาหาร ช่วยเสริมสร้างสติปัญญาเด็กวัยเรียน เพิ่มหุ่นสูง ร่างกายเติบโต สมวัย


ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า อาหารมื้อเช้าถือว่าเป็นมื้อที่สำคัญมาก เพราะช่วงระยะเวลาระหว่างอาหารเย็นถึงเช้า แม้จะเป็นช่วงที่นอนหลับแต่ร่างกายก็ยังเผาผลาญสารอาหารตามปกติ หากไม่กินอาหารเช้าจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง อ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย โดยเฉพาะเด็กวัยเรียนเป็นวัยมีความต้องการพลังงานและสารอาหารเพื่อการเจริญเติบโต หากไม่กินอาหารเช้าจะส่งผลทำให้ร่างกายแคระแกรน สติปัญญาทึบ ง่วงซึม ไม่มีสมาธิ ไม่มีความพร้อมในการเรียน ประสิทธิภาพการเรียนรู้และการทำงานต่ำ ร่างกายอ่อนแรงอาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลม และเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระเพาะจนต้องพักการเรียนได้ จากผลการสำรวจพฤติกรรมไม่กินอาหารเช้าของเด็กวัยเรียนอายุ 6-11 ปี พบว่า ไม่กินอาหารเช้า ร้อยละ 30 และเด็กนักเรียนหญิงอายุ 12-14 ปี ไม่กินอาหารเช้า ถึงร้อยละ 52 ดังนั้น ผู้ปกครองจึงควรเอาใจใส่จัดเตรียมอาหารเช้าสำหรับเด็ก หากไม่มีเวลาเตรียมอาหารเช้าเองก็ควรจะเพิ่มเวลาซัก 10 - 20 นาที เพื่อออกไปเลือกเมนูอาหารเช้าที่มีคุณค่าโภชนาการ หาซื้อง่าย สะดวกในการรับประทานนอกบ้าน และควรเสริมด้วยการดื่มนม 1 แก้วหลังมื้อเช้าด้วย


ทางด้าน ดร.นพ.พรเทพ  ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ผลสำรวจล่าสุดพบคนไทยดื่มนมน้อยมาก เฉลี่ยคนละประมาณ 14 ลิตรต่อปี ในขณะที่อัตราการดื่มนมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เฉลี่ยคนละ 60 ลิตรต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ย คนละ 103.9 ลิตรต่อปี หรือกล่าวได้ว่าอัตราดื่มนมคนไทยยังต่ำกว่าประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโลก 4 - 7 เท่า ส่งผลให้เด็กไทยเมื่อมีอายุ 18 ปี มีความสูงเฉลี่ยค่อนข้างเตี้ย โดยผู้ชายสูงเฉลี่ย 167.1 เซนติเมตร ผู้หญิงสูงเฉลี่ย 157.4 เซนติเมตร ทั้งๆ ที่นมเป็นเครื่องดื่มที่มีโปรตีนที่มีคุณภาพและแคลเซียมที่ดี ทำหน้าที่สร้างการเจริญเติบโตของร่างกายในเด็ก ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เป็นแหล่งของสารอาหารประเภทวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ ได้แก่ วิตามินเอ ดี บี 1 บี 2 บี 6 บี 12 ฟอสฟอรัส มีแคลเซียมในปริมาณสูงเหมาะสำหรับการเจริญเติบโตของกระดูกและฟัน โดยเฉพาะนมโคสด 100 เปอร์เซ็นต์ ไขมันต่ำ รสจืด ซึ่งจากข้อมูลการศึกษาของสำนักโภชนาการ กรมอนามัย พบว่า นมโคสดแท้ ปริมาณ 100 มิลลิลิตร ให้สารอาหารที่จำเป็น ได้แก่ แคลเซียม 135 มิลลิกรัม โปรตีน 3.3 กรัม วิตามินเอ 71 มิลลิกรัม และวิตามินอี 0.22 มิลลิกรัม


“ทั้งนี้ มีผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการดื่มนม วันละประมาณ 2 แก้ว ร่วมกับการออกกำลังกายประเภทที่มีการยืดตัว เช่น ว่ายน้ำ บาสเก็ตบอล และโหนบาร์ จะช่วยเพิ่มความสูงได้ โดยเด็กก่อนวัยเรียนควรดื่มนมชนิดธรรมดาวันละ 2-3 แก้ว เด็กวัยเรียนดื่มวันละ 2 แก้ว ซึ่งวิธีการที่ดีที่สุดคือแนะนำให้ดื่มนมหลังมื้ออาหารอย่างน้อย 1 แก้ว” อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในที่สุด


Hits: 105

alt


ห้องน้ำสาธารณะเป็นสถานที่ที่มีผู้คนมาใช้บริการจำนวนมากต่อวันจึงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคจำนวนมาก และอาจเป็นสาเหตุให้มีโอกาสติดเชื้อโรคจากต้องน้ำสาธารณะโดยไม่รู้ตัว


เชื้อโรคในห้องน้ำแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

  1. เชื้อโรคกลุ่มโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เชื้อหนองใน เชื้อเริม เป็นต้น
  2. เชื้อที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินอาหาร เช่น เชื้ออุจจาระร่วง เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอ เป็นต้น


เชื้อโรคอยู่ที่ไหน

แฝงอยู่ตามจุดต่าง ๆ ของห้องน้ำ เช่น ชักโครก อ่างล้างมือ หรือแม้กระทั่งลูกบิดประตู


เข้าสู่ร่างกายอย่างไร

เชื้อโรคจะซึมเข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังที่มีแผล หรือสัมผัสแล้วไปจับอาหารเข้าปาก ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่ได้รับเชื้อโรคเต็ม ๆ


คำแนะนำ

  1. อย่าสัมผัสโดยตรงกับสิ่งต่างๆ ในห้องน้ำ ควรใช้ทิชชู่
  2. ทำความสะอาดฝารองก่อนนั่ง ด้วยกระดาษทิชชู่เปียก หรือแผ่นรองนั่งสำเร็จรูป
  3. ใช้เวลาทำกิจธุระในห้องน้ำให้น้อยที่สุด
  4. ปิดฝาชักโครกก่อนกด เพื่อป้องกันเชื้อโรคแพร่กระจายในอากาศ
  5. ไม่เหยียบโถส้วม
  6. ไม่ตักน้ำที่เปิดไว้ แต่ควรรองจากก๊อกโดยตรง
  7. หากเป็นสายฉีดก็ควรฉีดน้ำให้ไหลทิ้งประมาณ 1 นาที
  8. ล้างมือทุกครั้งหลังเสร็จธุระ
  9. นอกจากสุขอนามัยของตัวเองต้องคิดถึงความสะอาดสำหรับผู้ที่จะมาใช้ต่อด้วย

ข้อมูลจาก: http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/3/40/858/th


Hits: 247
แชร์ผ่านช่องทาง...
Delicious
10 ลำดับเนื้อหาล่าสุด
Comments...