แนะนำหนังสือ
Visitors
6
Articles
451
Web Links
14
Articles View Hits
3461759
จำนวนผู้ใช้งาน ที่กำลังเข้าถึงเว็บไซต์

We have 10 guests and no members online

สถิติจำนวนผู้เข้าชม
1297669
วันนี้่วันนี้่461
เมื่อวานเมื่อวาน472
สัปดาห์นี้สัปดาห์นี้2976
เดือนนี้เดือนนี้3138
รวมทั้งหมดรวมทั้งหมด1297669
วันที่เข้าชมมากที่สุด 12-30-2015 : 2048
Statistik created: 2014-12-18T03:13:47+00:00
184.72.186.209
Guests 4
Now Online
-

นานาสาระ


alt Knowledge



alt

 


กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชน ระวัง 4 ภัยสุขภาพที่มาพร้อมกับแดดแรง อากาศร้อน ได้แก่ ลมแดด โรคเพลียแดด ตะคริวแดด ผิวหนังไหม้แดด คนที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ เด็กทารกและเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป คนอ้วน คนที่ออกกำลังกายใช้แรงเกินพิกัด เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง 



แนะการป้องกันให้ดื่มน้ำ 6-8 แก้วหรือ 2 ลิตรต่อวันยิ่งดี งดดื่มเหล้า หลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้ง สวมเสื้อผ้าที่สีอ่อน น้ำหนักเบาสบาย หากออกนอกบ้านควรสวมแว่นกันแดด สวมหมวกปีกกว้าง 



ดร.พรรณสิริ กุลนาถศิริ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้สภาพอากาศโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น นับวันยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ โรคที่เกิดจากความร้อนเป็นโรคที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ โดยในช่วงฤดูร้อน ที่สำคัญมี 4 โรค ได้แก่ โรคลมแดด (Heat Stroke) โรคเพลียแดด (Heat Exhaustion) โรคตะคริวแดด (Heat Cramps) และผิวหนังไหม้แดด (Sunburn) ที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิตคือโรคลมแดด 



ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคจากความร้อนทั้ง 4 โรค ได้แก่ เด็กทารก และเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป คนอ้วนมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ผู้ที่ออกกำลังกายหักโหมหรือใช้แรงอย่างหนัก และผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง จึงต้องระมัดระวังเป็นกรณีพิเศษ ควรจะดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วหรือวันละ 2 ลิตรได้ยิ่งดี เนื่องจากคนที่ดื่มน้ำไม่เพียงพอ จะไม่สามารถปรับตัวให้สู้กับความร้อนได้ เพราะน้ำเป็นตัวควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย ซึ่งปกติทั่วไป ร่างกายจะพยายามปรับอุณหภูมิให้อยู่ที่ 37 องศาเซลเซียส ประการสำคัญในการแต่งกาย ขอให้สวมเสื้อผ้าที่หลวม ๆ เบาสบาย มีสีอ่อน หากออกนอกบ้าน ควรกางร่มหรือสวมหมวกปีกกว้าง ใส่แว่นกันแดด และทาครีมกันแดดที่มีค่าเอสพีเอฟ 15 ขึ้นไป ก่อนออกแดด 30 นาที และทาซ้ำตามคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ 



นายแพทย์มานิต ธีระตันติกานนท์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคลมแดด จะมีอาการที่สังเกตง่ายคือ ผิวหนังจะแดงร้อน และแห้ง ไม่มีเหงื่อ หากวัดปรอททางปาก อุณหภูมิจะสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส หรือ 103 องศาฟาเรนไฮต์ ผู้ป่วยจะชีพจร เต้นแรงและเร็ว มีอาการคลื่นไส้ สับสน ไม่รู้สึกตัว ในการช่วยเหลือผู้ป่วยประเภทนี้เบื้องต้น ให้นำผู้ป่วยเข้าที่ร่มทันที และใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัว หรือแช่ตัวในน้ำเย็น ในรายที่มีอาการหนัก อาจจะใช้ผ้าชุบน้ำเย็นห่อตัวไว้ และรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที 



ส่วนโรคเพลียแดด จะมีอาการเหงื่อออกมาก หน้าซีด ปวดหัว วิงเวียน คลื่นไส้หรืออาเจียน ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อย อ่อนแรง หรือเป็นลม ผู้ป่วยประเภทนี้ จะมีอุณหภูมิในร่างกายสูงเกิน 37 องศาเซลเซียส แต่ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส ในการช่วยเหลือคนที่เป็นโรคเพลียแดด ให้ดื่มน้ำเย็น ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ผสม ให้พัก อาบน้ำหรือเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น หากเป็นไปได้ ให้อยู่ในสถานที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ เพื่อลดอุณหภูมิร่างกาย และสวมเสื้อผ้าที่เบาสบาย อาการก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ และเป็นปกติได้เอง 



สำหรับโรคตะคริวแดด มักพบในผู้ที่ทำงานกลางแดด หรือออกกำลังกายหักโหมขณะที่มีอากาศร้อน จะมีอาการปวดกล้ามเนื้อ หน้าท้อง แขน ขา มีอาการเกร็ง ในการช่วยเหลือผู้ป่วยประเภทนี้ จะต้องให้หยุดออกกำลังกายหรือหยุดใช้แรงทันที เมื่ออาการดีขึ้นแล้ว ไม่ควรออกกำลังกายซ้ำภายใน 2-3 ชั่วโมง ให้ดื่มน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มที่มีเกลือแร่ หากเป็นไปได้ให้อยู่ในที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ หากอาการไม่ดีขึ้นใน 1 ชั่วโมงให้รีบไปพบแพทย์ 



ส่วนผิวหนังไหม้แดดเป็นอาการที่เบาที่สุด ผิวหนังจะเป็นรอยแดงปวดแสบปวดร้อนเล็กน้อยหลังถูกแดด ซึ่งโดยทั่วไปอาการจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์ ในการดูแลหากผิวหนังไหม้แดด ขอให้หลีกเลี่ยงการออกแดดซ้ำ และประคบด้วยความเย็น เช่นผ้าเย็น กระเป๋าน้ำแข็ง ถุงเจลแช่เย็น และทาโลชั่นให้ความชุ่มชื้นบริเวณที่เป็นรอยไหม้ หากมีตุ่มพุพองขึ้นห้ามเจาะ เพราะจะทำให้อักเสบได้ 



ประเด็นที่น่าห่วงคือเรื่องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะช่วงอากาศร้อน ประชาชนบางกลุ่มนิยมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เย็นๆ เพื่อคลายร้อนในช่วงกลางวัน ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ จะทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังขยายตัว ผนวกกับอากาศที่ร้อนอบอ้าว จะทำให้สูญเสียน้ำทางเหงื่อและปัสสาวะได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้ร่างกายขาดน้ำ อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น อาจช็อคหมดสติได้เช่นกัน 



ในกรณีที่เป็นผู้ที่ต้องทำงานหรือออกกำลังกายกลางแจ้ง กลางแดดร้อน ขอให้ดื่มน้ำเย็น 2-4 แก้วทุกชั่วโมง หากเสียเหงื่อมากให้ดื่มน้ำเกลือแร่ ในช่วงที่อากาศร้อนจัดมากขอให้ประชาชนควรอยู่ในอาคาร หากไม่อยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ไม่ควรใช้พัดลมเป่า เพราะไม่สามารถช่วยลดอุณหภูมิร่างกายได้ วิธีที่ดีที่สุดคือให้อาบน้ำ หรือใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวซึ่งจะช่วยลดความร้อนของร่างกายได้ดี 




ที่มา ... กระทรวงสาธารณสุข



Hits: 93

alt


วัตถุประสงค์: เพื่อวิจัยเชิงพรรณนา เพื่อให้เห็นรูปแบบการดื่มแอลกอฮอล์และปัจจัยจิตสังคมที่เกี่ยวข้องในกลุ่มเด็กนักเรียนอายุ 6-17 ปี เรียนอยู่ชั้นปี 1-11 จากโรงเรียนสุ่มจากเขต 12 แห่งของเมือง Canton เมื่อกลางปี 1994 จำนวน 1964 คนที่อาศัยอยู่ใน Canton of Zurich, Switzerland จากโครงการวิจัย The Zurich Epidemiological Study of Child and Adolescent Psychopathology (ZESCAP) ซึ่งศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้าเพื่อหาความชุกของโรคจิตเวช การดื่มสุราและสูบบุหรี่ การดำเนินโรค ปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ life events, coping capacities, self-related cognitions, family adaptability and cohesion, perceived parental behavior และ perceived school environment จนกระทั่งปี ค.ศ. 1997 มีกลุ่มตัวอย่างคงเหลืออยู่ 794 คน เป็นเด็กชาย 381 คน (48%) เด็กหญิง 413 คน (52%) อายุ 13-20 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาในงานวิจัยนี้


ปัจจัยที่สำคัญ: อารมณ์และพฤติกรรม


วิธีการศึกษา: ผู้วิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 4 กลุ่มย่อย คือ กลุ่มไม่เคยดื่ม (abstainers, N=252) กลุ่มดื่มเฉพาะเข้าสังคม (social drinkers, N=337) กลุ่มดื่มหนัก (heavy drinkers, N=130) และกลุ่มที่มีปัญหาการดื่ม (problem drinkers, N=75)ตามผลจากการตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับประวัติการใช้สารเสพติด (substance use questionnaire พัฒนาขึ้นโดย Muller and Abnet เมื่อปี 1991 มี 22 ข้อคำถามเกี่ยวกับประวัติการใช้สารเสพติดรวมทั้งการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา)


เครื่องมือใช้วัดปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรมที่สัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อวิเคราะห์หาปัจจัยเสี่ยง ปัจจัยป้องกัน เช่น เหตุการณ์ชีวิตที่เป็นความเครียด บุคลิกภาพ พฤติกรรมพ่อแม่ สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ผู้วิจัยเลือกใช้แบบสอบถามชนิดต่างๆ ดังนี้ 1) Youth Self Report มี 112 คำถามเกี่ยวกับปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม แบ่งเป็น ลักษณะเก็บกดไว้ภายใน (internalizing i.e., withdrawn, somatic complaints, anxious/depressed) ลักษณะแสดงออกให้เห็น(externalizing i.e., delinquent, aggressive behavior); 2) Life Event Scale ดัดแปลงจากแบสอบถาม life event ของ Compas et al.,1988 ถามเหตุการณ์ชีวิตที่เกิดขึ้นในระยะ12 เดือนที่ผ่านมา มี 36 ข้อแบ่งเป็น 5 กลุ่มย่อยคือ ปัญหากับคนในครอบครัวหรือเพื่อน ปัญหาการเรียน ปัญหาความรัก การเจ็บป่วยทางกายหรืออุบัติเหตุ การหย่าร้างของพ่อแม่ ให้ค่าคะแนน -2 to +2 แสดงถึง pleasant or unpleasant; 3) Coping Capacities พัฒนาโดย Seiffge-Krenke, 1989 มี 7 คำถาม แบ่งเป็น active coping กับ avoidant behavior; 4) Self-Related Cognition พัฒนาโดย Rosenberg, 1965 และ Filipp & Freudenberg, 1989 มี10 คำถามใช้วัดความภาคภูมิใจ (self-esteem) และวัดการตระหนักรู้ในตนเอง (self awareness); 5) Family Adaptability and Cohesion Scales พัฒนาโดย Olson et al, 1985; 6) Perceived Parental Behavior พัฒนามาจาก Schaefer,1965; Schludermann & Schludermann,1970; Bronfenbrenner มี 32 ข้อคำถาม แบ่งเป็น 3 ลักษณะคือ พ่อแม่ยอมรับ(acceptance) พ่อแม่ปฏิเสธ(rejection) และพ่อแม่ควบคุม (control); 7) Perceived School Environment Scales พัฒนามาจาก Fend&Prester,1986 มี 32 ข้อคำถาม  แบ่งเป็น 5 ลักษณะคือ 1) นักเรียนต่างแก่งแย่งแข่งขันกัน(competition among pupils) 2) ครูควบคุมนักเรียนเหมือนเด็กเล็ก (control by the teacher) 3) เครียดการเรียน (performance stress) 4) ให้โอกาสและมีส่วนร่วมตัดสินใจ (possibility to participate) 5) เพื่อนให้การยอมรับ (peer acceptance)กลุ่มตัวอย่างจะตอบแบบสอบถามทั้งหมดในห้องเรียนโดยไม่มีครูอยู่ ใช้เวลา 2 ชั่วโมง


สถิติวิเคราะห์ ใช้ Chi square tests เพื่อเปรียบเทียบลักษณะประชากรศาสตร์ระหว่างกลุ่มดื่ม และไม่ดื่ม ใช้ analysis of variance model เพื่อเปรียบเทียบค่าคะแนน ระหว่าง 4 กลุ่มย่อย (abstainer, social drinker, heavy drinker, and problem drinker) ใช้ multivariate analysis of co-variance model เพื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรปัจจัยต่างๆ


ผลการศึกษา: พบรูปแบบการดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กวัยรุ่น สามารถแยกให้เห็นความแตกต่างด้านความถี่และปริมาณของการดื่ม รวมถึงการเมาได้ชัดเจนระหว่าง heavy drinker, problem drinker กับ social drinker นอกจากนี้ heavy drinker ต่างจาก problem drinker ตรงที่ความถี่ของปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อเปรียบเทียบปัจจัยด้านสังคมและประชากรศาสตร์กับการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่าเด็กหญิงไม่ดื่มมากกว่าเด็กชาย เด็กชายพบ heavy drinkers มากกว่า เมื่อเด็กอายุมากขึ้นก็ดื่มมากขึ้นsocial drinkers เริ่มต้นเมื่ออายุ 15 ปี ไม่พบความแตกต่างในด้านสังคมและเศรษฐานะของทั้ง 4 กลุ่ม เมื่อวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของตัวแปรปัจจัยด้านปัญหาอารมณ์และพฤติกรรม เพศ และอายุ กับการดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า เมื่อเด็กอายุมากขึ้นมักมีปัญหาแยกตัว วิตกกังวล/ซึมเศร้า สมาธิไม่ดี คิดไม่ปกติ และมีพฤติกรรมเกเร (delinquent behavior) มากขึ้น ซึ่งพบในเด็กชายมากกว่า กลุ่ม problem drinkers มีค่าคะะแนนจาก Youth Self Report สูงทุกด้าน ยกเว้นปัญหาสังคม ทำให้แยกจาก heavy drinkers ได้ยาก ปัจจัยด้านจิตสังคมอื่นๆ มีความสัมพันธ์กับการดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กวัยรุ่น เช่นกัน กลุ่ม heavy and problem drinkers มีเหตุการณ์ชีวิตหลายอย่าง เช่น ปัญหากับคนในครอบครัวและเพื่อน ปัญหาการเรียน ปัญหาความรักมากกว่า อีกทั้งในเด็กชายมี active coping น้อยกว่า กลุ่ม social drinkers and abstainers แต่เด็กผู้หญิงทั้ง 4 กลุ่มไม่มีความแตกต่าง นอกจากนี้ กลุ่ม problem drinkers มี self-esteem ต่ำกว่าและ self-awareness สูงกว่า social drinkers and abstainers


ปัจจัยครอบครัว พบว่า กลุ่ม heavy and problem drinkers มีความผูกผันในครอบครัวน้อยกว่า และได้รับการยอมรับจากพ่อแม่น้อยมาก  แต่รู้สึกถูกปฏิเสธจากพ่อแม่สูงกว่า เห็นชัดในเด็กชาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (ANOVA F=2.63, df =3, p<0.05) ในเด็กหญิงที่มีปัญหาการดื่ม มักคิดว่าพ่อแม่ควบคุมมากไป


ปัจจัยในโรงเรียน พบว่า กลุ่ม heavy and problem drinkers เห็นนักเรียนร่วมชั้นต่างแข่งขันกัน ครูควบคุมเขาเหมือนเด็กเล็ก การเรียนเครียด ไม่ค่อยได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ส่วนกลุ่ม abstainer รู้สึกว่าได้รับการยอมรับจากเพื่อนน้อยกว่า กลุ่ม social drinkers


ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการดื่มแอลกอฮอล์ในเด็กวัยรุ่น คือ อายุที่มากขึ้น ประสพเหตุการณ์ชีวิตหลายอย่างส่งผลกระทบต่อทัศนคติที่มีต่อพ่อแม่ เพื่อน ครู และตนเองในทางลบ ทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ คือ วิตกกังวล/ซึมเศร้า แยกตัว สมาธิไม่ดี วัยรุ่นหลายรายใช้วิธีเลี่ยงการเผชิญปัญหาด้วยการดื่ม ซึ่งได้รับการยอมรับจากเพื่อนมากกว่าเด็กที่ไม่ดื่ม


ความเห็นของผู้สรุป


ข้อจำกัดของงานวิจัยเชิงพรรณนา ภาคตัดขวาง คือ ไม่สามารถบอกความเป็นเหตุและผลต่อกันได้ เพราะศึกษาทั้งเหตุและผลในเวลาเดียวกัน กล่าวคือผู้วิจัยได้ให้เด็กนักเรียนตอบแบบสอบถามทั้งชุดครั้งเดียว 2 ชั่วโมง เพื่อหาข้อมูลการดื่มแอลกอฮอล์ รวมทั้งปัจจัยต่างๆ พร้อมกัน ดังนั้นกลุ่ม heavy and problem drinker ที่มีปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรม อาจเป็นผลจากการดื่มมาก ทำให้ผลการเรียนตกต่ำ มีความเครียดในการเรียน พ่อแม่ยอมรับไม่ได้ ผิดหวังในตัวลูก ยิ่งทำให้เด็กรู้สึกทุกข์ใจ และความภาคภูมิใจลดลง นอกจากนี้ การจำแนกกลุ่มย่อยโดยใช้แบบสอบถามคัดกรอง ซึ่งมีโอกาสจำแนกคนผิดได้ (misclassification) เนื่องจากการตอบแบบสอบถาม มักประเมินการดื่มต่ำกว่าความเป็นจริง การตอบแบบสอบถามยาวๆ ใช้เวลานานถึง 2 ชั่วโมงมีโอกาสทำให้เด็กเกิดความล้า เบื่อ และตอบไม่ตรงความจริงได้  อย่างไรก็ตามงานวิจัยนี้ได้กลุ่มตัวอย่างที่ติดตามมานานถึง 3 ปี ได้วัดตัวแปรเป็นระยะ การวิเคราะห์แบบ cohort study น่าจะได้คำตอบที่น่าเชื่อถือและใกล้เคียงความจริงมากกว่านี้



ที่มา: Steinhausen H-C, Metzke CW. The validity of adolescent types of alcohol use. J Child Psychol Psychiatr 2003;44:677-86.


Link: http://www.blackwell-synergy.com/doi/abs/10.1111/1469-7610.00154


Hits: 53

วิธีรีดผ้าให้เรียบโดยไม่ใช้เตารีด เพียงใช้วิธีเหล่านี้เราก็รีดผ้าให้เรียบได้อย่างง่ายดาย !!




เครื่องเป่าผม

ขั้นตอนแรก นำเสื้อผ้าที่ต้องการให้เรียบ แขวนไว้กับไม้แขวนเสื้อ จากนั้นใช้เครื่องเป่าผมเป่า เว้นระยะห่างจากเสื้อ 2.5 ถึง 5mm ระวังอย่าเป่าใกล้เกินไปนะคะ และวิธีนี้เหมาะสำหรับเสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าฝ้ายนะคะ

 

 

ผ้าขนหนู

เพียงนำผ้าขนหนูหรือผ้าเช็ดตัวที่ใช้หลังอาบน้ำ ขณะที่ผ้ายังไม่แห้ง จากนั้นนำเสื้อวางไว้บนเตียงหรือโต๊ะ และผ้าขนหนูวางทับบนเสื้อ แต่วิธีนี้จะต้องใช้เวลานานหน่อยนะคะ เพียงเท่านี้เสื้อก็จะเรียบขึ้นกว่าเดิม

 

 

ฉีดๆสะบัดๆ

พรมน้ำบริเวณที่ยับ หลังจากนั้นตบๆบริเวณผ้าหรือสะบัดๆให้แห้งเท่านี้ก็สามารถลดรอยยับบนเสื้อได้ วิธีนี้ได้ผลเสยทีเดียวเพียงแต่ต้องใช้แรงหน่อยนะคะ

 



แขวนผ้าและฉีด


วิธีนี้สำหรับเวลาขี้เกียจนั้นเองคะ เพียงแขวนผ้าจากนั้นพรมน้ำให้ทั่วบริเวณเสื้อ เมื่อเวลาผ่านไปได้1ชั่วโมง ผ้าที่ชื้นกับความร้อนจะทำให้ลดรอยยับได้ และแสงแดดทำให้เสื้อแห้ง วิธีนี้เหมาะสำหรับเสื้อสีขาว เนื่องจากหากเป็นเสื้อสี แสงแดดทำให้เสื้อสีซีดจางลงได้

 




วิธีม้วนๆเสื้อ

ถึงแม้วิธีนี้จะไม่ได้ผลมาก แต่หากใช้กับเนื้อผ้าที่เหมาะสมก็จะได้ผลมากทีเดียวม้วนเสื้อให้แน่นๆ และขณะที่ม้วนเสื้อต้องระวังหน่อยนะคะ ต้องม้วนผ้าให้เรียบ ไม่ให้เกิดรอยยับ

 

 

จากนั้นหาสิ่งของที่หนักไปวางทับบนเสื้อ หรือจะวางไว้ระหว่างเตียงแบบนี้ ทับไว้ประมาณ1ชั่วโมง

ถึงแม้ว่าวิธีเหล่านี้ไม่สามารถจะทำให้เรียบได้เหมือนการรีดผ้า แต่สามารถนำไปใช้ได้ในเวลาที่เราไม่มีเตารีด อย่างน้อยก็ช่วยให้เสื้อไม่ยับมากเกินไป อย่าลืมแบ่งปันเคล็ดไม่ลับนี้ให้เพื่อนๆได้รู้กันนะคะ

 

แหล่งที่มา :

http://www.liekr.com/post_137011.html
ภาพจาก : http://www.liekr.com/post_137011.html


Hits: 351


embed-font-powerpoint-file


ใครที่ทำงานด้านการนำเสนอผ่านไฟล์ PowerPoint โดยเฉพาะนักเรียนหรือนักศึกษาที่ส่วนใหญ่จะทำจากคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คส่วนตัว ใส่ Font ลายสวยๆไว้ แต่พอมานำเสนอที่โรงเรียนโดยใช้คอมที่โรงเรียน หรือส่งอีเมลส่งงานอาจารย์ งานพังเพราะ Font เพี้ยน เนื่องจากเครื่องปลายทางไม่มีแบบ Font สวยๆเหมือนเรา เลยบทความนี้จะเป็นวิธีการแก้ปัญหาส่งงานแล้วไม่ให้ Font เพี้ยนกัน


embed-font-powerpoint-file-01


โดยหลังจาก ทำงานเสร็จแล้วต้องการบันทึกไฟล์ ก็คลิกไปที่เมนู File


embed-font-powerpoint-file-02


แล้วเลือกที่ Save As ตามปกติ แล้วเลือกที่อยู่ save ตามต้องการ……


embed-font-powerpoint-file-03


จากหน้าต่างนี้อย่าเพิ่งคลิก Save ทันที   ให้คลิกที่ Tool เลือก Save Options ….


embed-font-powerpoint-file-04


ซึ่งจะเปิดหน้าต่าง PowerPoint Options ดังรูป ให้ดูด้านล่างสุด จะพบคำว่า Embed Fonts In the fileติ๊กเครื่องหมายถูกที่ช่องนี้เลย

และจะมีตัวเลือกอยู่ 2 ตัวเลือก ให้เลือกตามต้องการคือ

  • Embed Only the characters used in the presentation (แนะนำเลือกตัวนี้เพื่อลดขนาดไฟล์)
  • Embed all characters (เลือกสำหรับส่งให้เพื่อนไปทำการแก้ไขต่อ แต่ขนาดไฟล์จะใหญ่ขึ้น)

เสร็จแล้วคลิก ok


embed-font-powerpoint-file-05


แล้วก็คลิกปุ่ม save ตามปกติ

แค่นี้ก็บันทึกไฟล์ PowerPoint แบบฝัง Font ไว้ในไฟล์เรียบร้อยแล้ว สามารถเปิดไฟล์นี้ไปยังเครื่องคอมที่ต่างๆ หรือส่งงานอาจารย์ทางการแนบไฟล์อีเมลตามปกติ ในกรณีที่ต้องการส่งให้เพื่อนช่วย edit แก้ไขไฟล์ต่อ เมื่อเลือก Embed all Characters แล้ว แม้เพื่อนจะไม่มี font เหมือนของเรา เพื่อนก็สามารถทำต่อได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่อง Font เพี้ยน


ข้อมูลจาก Microsoft Thailand Partner in Learning



Hits: 146

“ขี้ลืม” หรืออาการหลงลืม ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆก็เป็นกันได้ แต่ถ้าขี้ลืมบ่อยครั้ง กลายเป็นคนป้ำๆ เป๋อๆ จนเสียงานเสียการ เช่นนี้ถือว่าต้องรีบแก้ไขอาการที่เป็นอยู่โดยด่วน ผู้เขียนจึงขอนำเสนอวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาสำหรับคนขี้หลงขี้ลืม ดังนี้


6 วิธีแก้ปัญหาช่วยคนขี้ลืม  thaihealth

แฟ้มภาพ


1. วางข้าวของให้เป็นที่เป็นทาง จะสังเกตได้ว่าคนที่มีระเบียบในชีวิตมักจะเป็นคนไม่ค่อยขี้ลืมเท่าไรนัก ดังนั้น เราจึงควรจัดระเบียบชีวิตให้ง่ายขึ้นโดยการเก็บสิ่งของให้อยู่ในที่ที่ควรจะอยู่เสมอ จะช่วยให้เราไม่ต้องมาคิดว่าเราวางของต่างๆ ไว้ที่ตรงไหนบ้าง เช่น เก็บสมุดบัญชีไว้ในลิ้นชักชั้นบน เก็บกุญแจต่างๆ เช่น กุญแจบ้าน กุญแจรถ กุญแจลิ้นชักไว้ในโต๊ะข้างเตียง นอน เก็บเอกสารต่างๆ เช่น ใบเสร็จรับเงิน ใบแจ้งชำระหนี้เอาไว้ในซองใส่เอกสารที่แขวนอยู่ในห้องนั่งเล่น หรือมีตู้สำหรับเก็บยาทุกชนิด ถ้าเราทำให้เป็นนิสัย รับรองว่าจะไม่มีปัญหาว่าหาของไม่เจอหรือจะไม่รู้ว่าเอาของไปวางไว้ที่ไหนอย่างแน่นอน


2. จดบันทึก แท้จริงแล้วทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนขี้ลืมหรือไม่ก็ตาม ควรที่จะต้องมีสมุดบันทึกประจำวันเพื่อจดบันทึกถึงสิ่งที่ต้องทำในแต่ละวันเอาไว้ (หรือสมัยนี้อาจจะจดไว้ในโทรศัพท์มือถือ หรือแท็บเล็ต) รวมทั้งสมุดจดที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ของเพื่อนและบุคคลสำคัญ อีกทั้งการจดบันทึกแผนการที่ต้องทำในแต่ละสัปดาห์หรือในเดือนถัดไป การมีสมุดบันทึกเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมาก เพราะจะเป็นสิ่งที่ช่วยเตือนความจำได้อย่างง่ายๆ อีกวิธีหนึ่ง เพียงแต่ว่าอย่าลืมจดแค่นั้นก็พอ


3. เขียนโน้ต เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยเตือนความจำได้เป็นอย่างดี เป็นต้นว่าเขียนข้อความลงในกระดาษโน้ตแล้วติดไว้ในสถานที่ที่เราต้องผ่านบ่อยๆ เช่น ตู้เย็นกระจกที่โต๊ะเครื่องแป้ง กระจกในห้องน้ำ โต๊ะทำงาน ประตูทางออก หรือเราจะใช้บอร์ดเล็กๆ เขียนเตือนความจำไว้ในห้องนอนหรือห้องนั่งเล่น การเขียนโน๊ตเป็นวิธีการเตือนความจำง่ายๆ ที่ช่วยคนขี้ลืมได้ดีทีเดียว


4. ไม่ควรทำกิจกรรมหลายอย่างในเวลาเดียวกัน จุดอ่อนของคนขี้ลืมโดยส่วนใหญ่มักจะเป็นคนไม่ค่อยมีสมาธิ ดังนั้น ถ้าเรารู้ตัวว่าเราเป็นคนขี้ลืม สิ่งที่สำคัญก็คืออย่าทำกิจกรรมหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน เช่น รดน้ำต้นไม้ในเวลาเดียวกับที่เปิดเตาแก๊สอุ่นอาหารเอาไว้ เพราะอาจจะทำให้อาหารไหม้ได้ถ้าเราลืมไปว่าเราอุ่นอาหารทิ้งเอาไว้ พูดโทรศัพท์หลายสายในเวลาเดียวกัน บางคนมีโทรศัพท์เรียกเข้าพร้อมๆ กัน แล้วก็เลือกจะรับสายพร้อมๆ กัน แต่เมื่อคุยกับสายหนึ่งอยู่แล้วปล่อยให้อีกสายหนึ่งถือสายรอ สายที่รออยู่นั้นอาจจะรอเก้ออยู่หลายนาทีโดยเราลืมไปแล้วว่ามีอีกสายหนึ่งนั้นรออยู่ก็ได้ ดังนั้น สำหรับคนขี้ลืมแล้ว ควรจะเลือกทำกิจกรรมเพียงอย่างเดียวในเวลาเดียว โดยหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมหลายอย่างพร้อมๆกันเพราะจะทำให้สมาธิในการจำลดลงหรือทำให้จำอะไรไม่ได้เลย


5. อาหารบำรุงสมองช่วยคนขี้ลืม ในปัจจุบันทางการแพทย์ได้มีการวิจัยว่ามีอาหารเสริมบางชนิดที่ช่วยให้ความจำดีขึ้นและช่วยป้องกันความจำเสื่อม เช่น สารสกัดจากใบแปะก๊วยที่เพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปที่สมอง ซึ่งช่วยให้ความจำดีขึ้นแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอาหารเสริมก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่รับประทานอาหารให้ครบทั้งห้าหมู่อีกทั้งนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่ เพื่อที่สมองจะแจ่มใสและมีความจำที่ดีนั่นเอง


6. ฝึกสมองอยู่เสมอ สมองเป็นอวัยวะหนึ่งที่ต้องได้รับการฝึกฝนอยู่เป็นประจำ มิฉะนั้นเมื่อถึงเวลาเสื่อมแล้วก็จะเสื่อมอย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากคนที่มีนิสัยไม่ค่อยใส่ใจสิ่งแวดล้อมและใช้ชีวิตเรื่อยเฉื่อยมักจะขี้หลงขี้ลืมมากกว่าคนที่ใช้สมองอยู่เป็นประจำ กิจกรรมในการฝึกสมองไม่ให้เป็นคนลืมง่าย เช่น เล่นเกม เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้สมองได้ออกกำลัง เพิ่มความคิดที่รวดเร็วฉับไวขึ้น ส่งผลให้มีอาการหลงลืมน้อยลง


แหล่งที่มา http://www.thaihealth.or.th/Content/30122-6%20วิธีแก้ปัญหาช่วยคนขี้ลืม%20.html

Hits: 263
แชร์ผ่านช่องทาง...
Delicious
Facebook Mohanamai

10 ลำดับเนื้อหาล่าสุด
Comments...